Edvoy Thailand

รีวิว Road Trip ฝั่ง WEST COAST: 5 วัน 4 รัฐ เก็บไฮไลต์จุกๆ ฉบับคนเวลาน้อย!

          ในอเมริกามีเส้นทาง Road Trip สวย ๆเยอะมากจนเลือกไม่ถูก แต่วันนี้จิลอยากมาเล่าประสบการณ์ Road Trip ในชีวิตที่ไม่เคยลืมเลย ด้วยความที่จิลมีเวลาเที่ยวค่อนข้างจำกัด แค่ 5 วัน และต้องมีไฟลท์กลับไทย เลยเลือกเส้นทางที่เก็บไฮไลต์แบบจุกๆ ในเวลาสั้นๆ ตามไปดูกันเลย!

          ถ้าพูดถึง West Coast ของอเมริกา บอกเลยว่าเป็นโซนที่รวมความหลากหลายไว้แบบครบมาก ตั้งแต่เมืองใหญ่สุดคึกคัก แสงสี ความบันเทิง ไปจนถึงธรรมชาติระดับโลกที่เห็นแล้วต้องร้องว้าว 🏜️✨ ทริปนี้เริ่มตั้งแต่ Los Angeles เมืองแห่งวงการบันเทิงและไลฟ์สไตล์สุดชิล ต่อด้วย Las Vegas เมืองที่ไม่เคยหลับใหล เต็มไปด้วยคาสิโน แสงไฟ และโชว์อลังการ  แล้วพาออกจากความวุ่นวายไปเจอกับธรรมชาติยิ่งใหญ่ที่ Grand Canyon แคนยอนระดับโลกที่สวยจนรู้สึกตัวเล็กลงทันที ก่อนจะปิดท้ายด้วยความคลาสสิกของฝั่งอเมริกันตะวันตกอย่าง Monument Valley ดินแดนหินทรงเอกลักษณ์ที่เหมือนหลุดเข้าไปในหนังคาวบอย 🎬 บอกเลยว่าทริป West Coast เป็นทริปที่ได้ครบทุกรสจริง ๆ ทั้งเมือง ทั้งแสงสี ทั้งธรรมชาติ และบรรยากาศที่แต่ละที่ไม่เหมือนกันเลย ใครกำลังวางแผนมาเที่ยวอเมริกา โซนนี้คือห้ามพลาดแบบจริงจัง พร้อมแล้วก็ออกเดินทางไปด้วยกันเลย 🚗💨🌄

#ทริปอเมริกาครั้งแรก #อเมริกาคนเดียว

           และนี่คือการ Road Trip ครั้งแรกในชีวิต ในวัย 21 ปี บอกเลยว่าตื่นเต้นมากกกก ทั้งกลัว ทั้งกดดัน ทั้งสนุก และทั้งท้าทาย แต่ประสบการณ์ที่ได้คือ เกินคาดสุด ๆ ทริปนี้จิลเดินทางยาว ๆ รวมทั้งหมด 5 วันเต็ม บอกได้คำเดียวว่า สุด มันส์ ฮา ครบทุกอารมณ์จริง ๆ

📍 ROUTE MAP

California → Nevada → Arizona → Utah → California
(ระยะทางรวมกว่า 1,000+ ไมล์ ข้ามผ่านความหลากหลายตั้งแต่เมืองใหญ่สู่หุบเขาพันปี)

🗓️ Day 1: Hello LA ภารกิจรับรถเช่า และการยัดกระเป๋าที่เกือบเป็นไปไม่ได้!

          ทริปนี้เริ่มต้นด้วยการรวมตัวของ “แก๊งเด็กไทยในอเมริกา” ค่ะ เรานัดเจอกันที่สนามบิน LAX ซึ่งแต่ละคนบินข้ามทิศมาจากรัฐทางฝั่ง East Coast กันหมดเลย จิลบินมาจาก New York ส่วนเพื่อนอีกสองคนบินมาจาก New Jersey และ Maine พอเท้าแตะพื้นลอสแอนเจลิสปุ๊บ ภารกิจแรกที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจสุดๆ คือการไปเช่ารถที่ Alamo ค่ะ

         ที่นี่ไม่ใช่แค่เคาน์เตอร์เช่ารถธรรมดา แต่มันคือลานจอดรถขนาดมหึมาที่มีรถให้เลือกเป็นพันคัน! พนักงานบอกว่า “เลือกคันที่ชอบได้เลย” พวกเราเลยเดินลองนั่งกันสนุกมาก สุดท้ายจิลตัดสินใจเลือก Chevrolet Sedan สีดํา เพราะส่วนตัวจิลเป็นคนขับหลักและถนัดรถเก๋งมากกว่า SUV ขนาดใหญ่ แต่จุดพีคอยู่ตรงตอนที่เราพยายามยัดกระเป๋าเดินทางของทั้ง 3 คนลงไปนี่แหละค่ะ! วินาทีนั้นคือ OMG!! มาก กระเป๋าใบใหญ่ 3 ใบกับเป้สัมภาระอีกกองโตต้องถูกจัดระเบียบแบบขั้นสุดจนแน่นเอี๊ยดชนิดที่ว่าปิดฝากระโปรงท้ายได้แบบพอดีเป๊ะ!

          พอล้อหมุน Destination แรกที่เราพุ่งตัวไปคือ Windsor Blvd ค่ะ จุดนี้คือที่สุดของความประทับใจ เพราะมันคือวิวถนนยาวที่มีต้น Palm สูงชะลูดเรียงรายสองข้างทาง และมีป้าย Hollywood ตั้งตระหง่านอยู่เป็นฉากหลังไกลๆ เหมือนหลุดออกมาจาก Pinterest เลยจริงๆ หลังจากถ่ายรูปจนหนำใจ เราก็ไปใช้ชีวิต “ติดแกรม” กันต่อที่ย่านมหาเศรษฐีอย่าง Beverly Hills เดินทอดน่องเก๋ๆ บนถนน Rodeo Drive ตามรอยนางเอกในหนังเรื่อง Pretty Woman บรรยากาศแถวนี้คือหรูหราจนอยากจะช้อปปิ้งให้หมดตัว (แต่ต้องดึงสติไว้ก่อน!)

        เราปิดท้ายวันแรกที่ Santa Monica Pier ค่ะ จิลไปถึงช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดินพอดี แสงสีส้มที่สะท้อนกับชิงช้าสวรรค์ริมทะเลมันเป็นภาพที่ฮีลใจสุดๆ ลมเย็นๆ จากมหาสมุทรแปซิฟิกทำให้ความเหนื่อยจากการนั่งเครื่องบินมาทั้งวันหายเป็นปลิดทิ้ง ต่ทริปนี้เรามีเวลาจำกัดแบบจุกๆ ค่ะ! หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ Santa Monica จนเต็มอิ่ม พร้อมขับรถมุ่งหน้าสู่ Las Vegas ทันที!” ในคืนนั้นเลย เพราะเราอยากไปตื่นเช้าที่เนวาดาเพื่อเก็บเวลาเที่ยวให้ได้มากที่สุด การขับรถฝ่าความมืดบน Highway ท่ามกลางแสงดาวเพื่อไปพักผ่อนที่เวกัสคืนแรก เป็นการเริ่มต้น Road Trip ที่ทั้งโหด ทั้งมันส์ และทำให้รู้เลยว่าทริปนี้… ไม่ธรรมดาแน่นอน! 🚗💨

🗓️ Day 2: จาก LA สู่แสงสี Las Vegas เส้นทางสายทะเลทรายที่ไม่มีวันหลับใหล

       จำได้ไหมคะที่จิลบอกว่าเราตัดสินใจขับรถยิงยาวจาก LA มาคืนนั้นเลย? บอกเลยว่าเป็นความคิดที่ถูกต้องมาก! เพราะแทนที่จะต้องมานั่งเพลียกับการขับรถกลางแดดร้อนๆ ในตอนเช้า จิลกลับตื่นลืมตาขึ้นมาใจกลาง Las Vegas เลยค่ะ! วินาทีที่เปิดม่านออกมาแล้วเจอวิวตึกสูงดีไซน์แปลกตาและบรรยากาศเมืองที่เพิ่งจะเริ่มขยับเขยื้อนหลัง จากผ่านค่ำคืนอันหนักหน่วงมา มันเป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นจนลืมความเหนื่อยจากการเดินทาง 270 ไมล์เมื่อคืนไปหมดเลย       

         ไฮไลต์ที่จิลไม่อยากให้ทุกคนพลาดเมื่อมาถึงเวกัส คือการไปเดินเล่นที่โรงแรม The Venetian ค่ะ ที่นี่เขาจำลองบรรยากาศเมืองเวนิสมาไว้ได้เป๊ะมากถึงขนาดมีคลองไหลผ่านกลางโรงแรมและเราสามารถไป ล่องเรือกอนโดลา ได้จริงๆ ฟีลเหมือนวาร์ปไปอิตาลีเลยล่ะ และพอตกค่ำหน่อย จิลก็ไปยืนรอดู โชว์น้ำพุหน้าโรงแรม Bellagio แสง สี เสียง และจังหวะน้ำพุที่พุ่งขึ้นฟ้าตามจังหวะเพลง มันอลังการจนหยุดถ่ายรูปไม่ได้จริงๆ

        แลนด์มาร์คที่จิลตั้งใจมาเช็คอินให้ได้เลยก็คือ The Sphere ค่ะ จอยักษ์รูปทรงกลมขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง มองจากข้างนอกคือล้ำมาก มันเปลี่ยนรูปทรงและสีสันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นรูปลูกตาไปจนถึงรูปดาวเคราะห์ต่างๆ วินาทีที่ไปยืนอยู่ตรงหน้ามันคือความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกอนาคตจริงๆ ค่ะ เป็นค่ำคืนในเวกัสที่ทั้งสนุกและประทับใจสุดๆ เลย

🗓️ Day 3-4: The Great Canyons — ความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้าง

       วันที่เราตัดสินใจขับรถออกจาก Las Vegas เพื่อมุ่งหน้าสู่รัฐ Arizona บอกเลยว่าเป็นช่วงที่ “พีค” ที่สุดของทริปนี้เลยค่ะ แม้ระยะทางจะไกลจนแอบเหนื่อย แต่ความตื่นตาตื่นใจระหว่างทางมันคุ้มค่ามาก เพราะวิวสองข้างทางเปลี่ยนโฉมใหม่ทุกๆ 10 นาที จากเนินทรายราบเรียบกลายเป็นภูเขาหินสลับซับซ้อนที่มีเลเยอร์สีสวยจนต้องขยี้ตาดูบ่อยๆ

         และแล้วเราก็มาถึงจุดหมายที่รอคอย… Grand Canyon ค่ะ วินาทีแรกที่จิลเดินไปถึงขอบหน้าผา ความรู้สึกคือเหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ มันยิ่งใหญ่อลังการจนจิลแทบหยุดหายใจ และรู้สึกได้ทันทีว่าตัวเราเล็กเหลือเกินเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่สร้างสรรค์มานับล้านปี จิลขอแนะนำเลยว่า ถ้าใครมาที่นี่ ต้องอยู่รอให้ถึงช่วง พระอาทิตย์ตก นะคะ เพราะแสงแดดอ่อนๆ สีส้มทองที่ฉาบลงบนหน้าผาหินจะทำให้แคนยอนเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ มันคือภาพที่สวยที่สุดเท่าที่จิลเคยเห็นมาในชีวิตเลยล่ะค่ะ

      ในวันที่สี่ เราไปต่อกันที่ความมหัศจรรย์ของน้ำและลมที่สร้างศิลปะบนดิน เริ่มที่ Horseshoe Bend โค้งน้ำของแม่น้ำโคโลราโดที่มีรูปทรงเหมือนเกือกม้าเป๊ะๆ สีฟ้าเข้มของน้ำตัดกับหินสีส้มอมแดงคือสวยจนมือสั่นเวลาถ่ายรูปเลยค่ะ จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปสัมผัสความอ่อนช้อยของหินที่ Antelope Canyon ช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องหินลงมาเป็นเส้นตรง (Light Beam) คือสวยแบบตะโกน! เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในความฝันเลย

       ปิดท้ายพาร์ทธรรมชาติด้วยจุดที่จิลชอบที่สุดในทริปนี้ นั่นคือ Monument Valley ค่ะ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ของชาวนาวาโฮที่มีหินรูปทรงเอกลักษณ์ตั้งตระหง่านกลางทะเลทราย ฟีลลิ่งตอนขับรถผ่านถนนเส้นนี้มันเท่มาก เหมือนเราได้หลุดเข้าไปอยู่ในหนังคาวบอยคลาสสิกของฮอลลีวูดจริงๆ บรรยากาศเงียบสงบและขรึมขลังในเวลาเดียวกัน เป็นความทรงจำที่จิลอยากจะเก็บไว้ในหัวใจไปตลอดเลยค่ะ 🏜️

🗓️ Day 5: Zion & Bryce — สู่รัฐที่ 4 (Utah) และตีรถกลับ LA

       วันสุดท้ายของทริป เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังที่ยังเต็มเปี่ยมเพื่อข้ามพรมแดนเข้าสู่รัฐที่ 4 นั่นคือ Utah ค่ะ รัฐนี้ขึ้นชื่อเรื่องภูมิประเทศที่แปลกตาและทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา จุดหมายแรกของเราคือ Zion National Park ซึ่งจิลขอยกให้เป็นสวรรค์ของสาย Hiking เลยจริงๆ ความโดดเด่นของที่นี่คือหน้าผาหินปูนขนาดมหึมาที่มีสีขาวสลับแดงตั้งตระหง่านตัดกับสีเขียวของต้นไม้และท้องฟ้า

       การได้ขับรถลัดเลาะไปตามหุบเขาที่มีหน้าผาขนาบข้างทั้งสองด้านเป็นอะไรที่อลังการจนเงยหน้ามองแทบไม่ทันเลยค่ะ จากนั้นเราก็แวะไปเช็คอินกันต่อที่ Bryce Canyon National Park ซึ่งมีเสน่ห์แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ไม่ได้มีแค่หน้าผา แต่มีไฮไลต์คือแท่งหินพุ่งที่เรียกว่า “Hoodoos” เรียงรายกันอยู่นับพันต้น ดูแล้วเหมือนปราสาททรายธรรมชาติที่ถูกสร้างไว้อย่างประณีต เป็นทัศนียภาพที่ดูแปลกตาและน่าค้นหามากจริงๆค่ะ

       หลังจากเก็บแต้มไฮไลต์ครบทั้ง 4 รัฐแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราต้องรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายเพื่อขับรถยาวๆ กลับสู่ Los Angeles ค่ะ เป็นการขับทางไกลที่เต็มไปด้วยความรู้สึกใจหาย เพราะตลอด 5 วันที่ผ่านมาเราผ่านอะไรมาเยอะมาก ทั้งเสียงหัวเราะ การลุ้นเส้นทาง และความตื่นเต้นกับวิวใหม่ๆ ทริปนี้ปิดฉากลงที่สนามบิน LAX เพื่อเตรียมตัวบินกลับไทย เป็น 5 วันที่จิลใช้ชีวิตได้คุ้มค่าที่สุดในทุกนาทีจริงๆ เป็น Road Trip ครั้งแรกในชีวิตที่สอนให้จิลรู้ว่า… โลกกว้างใบนี้ยังมีอะไรให้เราออกไปค้นหาอีกเยอะมากเลยค่ะ! 🚗💨🌄

🎓 จาก Road Trip สู่การเรียนต่ออเมริกา!

           การได้มาสัมผัสความยิ่งใหญ่ของ West Coast ครั้งนี้ ทำให้จิลตกหลุมรักที่นี่เข้าอย่างจัง จนแอบตั้งปณิธานกับตัวเองเลยว่า “ฉันต้องกลับมาเรียนต่อที่นี่ให้ได้!” เพราะการมา เรียนต่ออเมริกา ไม่ได้แค่ได้ปริญญา แต่มันคือการได้ออกไปใช้ชีวิต Road Trip แบบจิลได้ทุกวันหยุดเลยล่ะค่ะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากเปลี่ยนจากนักท่องเที่ยวมาเป็นนักศึกษา มีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่พร้อมเปิดรับนักศึกษาไทยเพียบ จิลคัดมาให้เน้นๆ แบ่งตามรัฐตามนี้เลย:

🌴 California (โซน LA & San Francisco) – สายชิล วิวสวย มหาลัยปัง

  • Pepperdine University: มหาลัยที่สวยติดอันดับต้นๆ ของโลก ตั้งอยู่ที่ Malibu วิวทะเลแบบพาโนรามา ใครชอบฟีล Santa Monica ต้องที่นี่เลยค่ะ

  • University of La Verne: มหาลัยบรรยากาศอบอุ่น ใกล้กับ LA เดินทางไปเที่ยวในเมืองได้สะดวกสุดๆ

  • University of the Pacific: มหาลัยเก่าแก่ที่มีแคมปัสสวยมาก โดยเฉพาะใน Stockton ใกล้กับ San Francisco สายประวัติศาสตร์ต้องเลิฟ

  • Westcliff University: ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ใจกลาง Irvine และ LA เดินทางง่ายและเน้นหลักสูตรที่ใช้ได้จริงในโลกธุรกิจ

🏜️ Arizona – สาย Innovation ใกล้ธรรมชาติระดับโลก

  • Arizona State University (ASU): ตัวจริงเรื่องนวัตกรรม (Innovation) มหาลัยใหญ่ ทันสมัย และอยู่ใกล้ Grand Canyon แบบขับรถไปเที่ยวได้บ่อยๆ

  • University of Arizona: โดดเด่นด้านงานวิจัยและวิทยาศาสตร์ ตั้งอยู่ในเมือง Tucson ที่มีเสน่ห์แบบตะวันตกแท้ๆ

🤠 Texas – รัฐใหญ่ ใจดี โอกาสการทำงานสูง

  • Texas State University: ตั้งอยู่ระหว่าง Austin และ San Antonio บรรยากาศแคมปัสดีมาก มีแม่น้ำไหลผ่านมหาลัยด้วยนะ!

  • University of North Texas (UNT): ใครสาย Arts, Music หรือ Business ต้องมาที่นี่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Dallas เมืองเศรษฐกิจใหญ่

  • The University of Texas at San Antonio (UTSA): มหาลัยที่เติบโตเร็วมากในเมืองที่มีสีสันและวัฒนธรรมเฉพาะตัวอย่าง San Antonio

การเรียนต่อเมกาไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ หลายมหาลัยมีทุนการศึกษาและโปรแกรม Pathway รองรับเด็กไทยด้วย ใครอยากมาใช้ชีวิตเท่ๆ แบบนี้ยาวๆ การเรียนต่อคือโอกาสที่ดีที่สุดเลย! ปรึกษา Edvoy เเละ เริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้คือโอกาสที่ดีที่สุดเลย!

📩 เรียนต่ออเมริกา (Study in USA) เรียนต่อปริญญาตรี-ปริญญาโท-ปริญญาเอกอเมริกา 📩

ทักเข้ามาได้เลย! ปรึกษาและบริการฟรีทุกขั้นตอน~

ลงทะเบียนเพื่อรับคำปรึกษา

study-in-usa